โรคกระเพาะอาหาร (Stomach disease)

โรคกระเพาะอาหาร เกิดจากการเสียสมดุลของกรดที่หลั่งออกมา มากเกินไปร่วมกับความต้านทานต่อกรดของเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้ลดลง ไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร จึงทำให้มีแผลเกิดขึ้น และปัจจุบันพบว่ายังมีปัจจัยเสริมอื่นๆที่ทำให้เกิดโรคได้อีก

◉ โรคกระเพาะอาหาร (Stomach disease)
โรคกระเพาะ เป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง หมายถึงแผลที่เกิดในเยื่อบุกระเพาะอาหารที่สัมผัสกับน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร โดยการเกิดแผลในกระเพาะมักพบในวัยกลางคน ขณะที่การเกิดแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นจะพบในวัยหนุ่มสาว อย่างไรก็ตามการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นสามารถเกิดขึ้นได้ในคนทุกเพศและทุกวัย
◎ ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง เพราะหากละเลยอาการจนในที่สุดจากอาการปวดท้องเพราะกรดในกระเพาะอาหาร อาจมีภาวะแทรกซ้อนเลือดออกในกระเพาะอาหาร กระเพาะลำไส้เป็นแผลทะลุ เป็นต้น
◉ สาเหตุที่มาของโรคกระเพาะอาหาร
เกิดจากการเสียสมดุลของกรดที่หลั่งออกมา มากเกินไปร่วมกับความต้านทานต่อกรดของเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้ลดลง ไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร จึงทำให้มีแผลเกิดขึ้น และปัจจุบันพบว่ายังมีปัจจัยเสริมอื่นๆที่ทำให้เกิดโรคได้อีก
◎ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคที่พบมากในปัจจุบัน คือ การใช้ชีวิต ความเครียด ความกังวล ที่พบได้บ่อยในสังคมการทำงาน รวมถึงวิถีชีวิตในด้านการรับประทานอาหารที่ไม่ดีและการละเลยสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การอดอาหาร การรับประทานอาหารรสจัดเป็นประจำ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานยาแก้ปวดจำพวก Aspirin ยาลดการอักเสบเป็นประจำ และอีกหนึ่งสาเหตุของโรคที่สำคัญ คือ การติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร หรือเรียกย่อๆ ว่า เอชไพโลไร (Helicobacter pylori หรือย่อว่า H.pylori) มีการถ่ายทอดจากคนสู่คน จากการรับประทานอาหาร เชื้อจะเข้าสู่กระเพาะอาหารและเลื่อนเข้าสู่เซลล์เยื่อบุผิว ซึ่งเชื้อนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
◉ อาการเมื่อเป็นโรคกระเพาะ
➣ ปวดท้องแบบปวดแสบ ปวดตื้อ จุกเสียดหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือช่องท้องส่วนบนหรือสะดือ อาการมักสัมพันธ์กับมื้ออาหาร ก่อนหรือหลังรับประทานอาหาร และเวลาท้องว่าง เช่น เวลาหิวข้าว ตอนเช้ามืดหรือตอนดึกๆก็ปวดท้องได้เช่นกัน อาการปวดจะเป็นๆหายๆ เป็นได้วันละหลายๆครั้ง หรือตามมื้ออาหาร และแต่ละครั้งที่ปวดจะนานประมาณ 15 – 30 นาที อาการปวดจะบรรเทาลงได้ถ้ารับประทานอาหาร ดื่มนมหรือรับประทานยาลดกรด
➣ คลื่นไส้ อาเจียน อิ่มง่าย
➣ อาเจียนเป็นเลือด (ในรายที่สงสัยแผลในกระเพาะอาหาร)
◉ การรักษาและการดูแลตนเองของผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร
◉ การรับกระทานยาร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
ได้แก่
➣ รับประทานยาต่อเนื่องตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด
➣ ไม่ควรปล่อยให้ท้องว่างมากเกินไป รับประทานอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อ
➣ รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย กินช้าๆ
➣ ทุกครั้งที่รับประทานอาหารควรเคี้ยวให้ละเอียด
➣ รับประทานอาหารในปริมาณที่ไม่มากเกินไป
➣ งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ ชา กาแฟหรือเครื่องดื่มกาเฟอีน น้ำอัดลม
➣ ควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดท้อง เช่น อาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของหมักดอง เครื่องดื่ม แอลลกอฮอร์ ชา กาแฟ น้ำอัดลม
➣ หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่เสตอรอยด์ ยาสเตอรอยด์ และปรึกษาแพทย์ทุกครั้งที่ใช้ยา
➣ หลีกเลี่ยงความเครียด ความกังวล พักผ่อนให้เพียงพอ
➣ หมั่นออกกำลังกาย
➣ รับประทานยาลดกรด ยาน้ำ 1 - 2 ช้อนโต๊ะ หรือยาเม็ด 1 - 2 เม็ด (เคี้ยวก่อนกลืน) วันละ 4 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็นหลังอาหาร 1 ชั่วโมง และก่อนนอน กรณีมีอาการปวดท้องก่อนเวลายาสามารถรับประทานเพิ่มได้และควรรับประทานยาติดต่อกันนานอย่างน้อย 4 - 8 สัปดาห์

◉ อาหารเพื่อสุขภาพโรคกระเพาะอาหาร
✔ ขมิ้นชัน
✔ ว่านหางจระเข้, ชะเอม
✔ มะขามป้อม
✔ ขิง
✔ ใบบัวบก
✔ ทับทิม
✔ น้ำทับทิม
✔ โสม





View all ...